
ก็มันเรื่องจองผม ตอนที่ 1 : ชีวิตบู๊ของต้น
ก็entryจะเล่าประวัติศาสตร์ของผมอย่างคร่าวนะครับ ยาวพอสมควร ถ้าเกิดไม่ได้อยากรู้เรื่องราวงผมจิงๆ ก็แนะนำว่าไม่ต้
ไม่ต้องอ่านนะครับ ทรมานร่างกายเปล่าๆ
อันที่จริงชีวิตผมที่ผ่านมาก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนคนอื่นทั่วไปหรอกนะครับ ผมโตมาพร้อมกับตาสองข้างที่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ค่อยเท่ากันนัก ตั้งแต่เด็กก็โดนเพื่อนล้อมาตลอด จนผมรู้สึกว่าเป็นปมด้อยหน่อยๆ แต่ด้วยความที่ครอบครัวผมเลี้ยงมาดี ทำให้มันไม่เป็นปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคม ก็มีเพื่อนมีฝูงได้ตามปรกติแต่ออกจะมีบู๊อยู่เป็นเนืองๆ (ฮา)
ตอนประถม ผมก็มีคู่กรณีทเลาะวิวาทอยู่คนนึงชื่อพี่มาร์ค(เป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็กที่อยู่แถวบ้านเก่า ใน มอขอ)ตอนนั้นพี่แกอยู่มอ.ต้น ผมอยู่ปอ.4 เป็นการชกข้ามรุ่นที่ผมจะจำไปจนตาย ด้วยเหตุผลที่ว่า พี่มาร์คไปรังแกน้องชายผม เฮ้ย!! น้องชายของผมที่เป็นคนจริงๆนะ (ชื่อ คม ตอนนี้กะลังจะขึ้น มอ.4) ผมก็ดวลหมัดกับพี่แกไปซักพัก และด้วยความแตกต่างของพละกำลัง และขนาดร่างกาย ไม่นานนัก ผมก็ลงไปนอนหมอบกับพื้น นั่นเป็นการแพ้อย่างหมดรูปครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตผม วันต่อมาไปโรงเรียนในสภาพหน้าตาที่เยินที่สุดในชีวิต (แต่ก็ไดยินมาว่า พี่แกก็หนักไม่ใช่เล่น) ก็ทำให้ผมกับพี่แกไม่ได้คุยกันอีกเลย ตลอด สิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ได้ยินข่าวเป็นระยะๆ ว่าไปมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล ติดคุก ไม่รู้ตอนนี้เป็นไงบ้าง ยังไงผมก็ขออโหสิกรรมทั้งหมดแล้วกันนะ
ต่อมาไม่นานนัก คู่กรณีคนใหม่ก็ปรากฏขึ้น ชื่อ บักเศรษฐ์ ครับ มันเป็นเพื่อนร่วมห้องที่ดีมาก ชอบมาหาเรื่องผมอยู่เสมอ ด้วยเหตุผลที่ว่าก็ตามึงไม่เท่ากัน น่านน!! ยุ่งกะตากูอี๊ก ช่วงนั้นก็ทเลาะกันเมามันส์ ชกกันก็หลายครั้ง ด้วยความรำคาญ ผมก็วิ่งไปฟ้องอาจารย์ ตามสเตปเด็กถูกเพื่อนรังแก (ที่จริงผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องการทเลาะวิวาทหรอก แต่รำคาญมันมากมาย มันบ่อยเกินไป) แล้วอาจารย์ก็พูดเหมือนจะให้คำปรึกษา ประมาณว่า ก็อย่าไปยุ่งกับเค้าสิ มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะว่าต้นเหตุมันไม่ได้อยู่ที่ผม แต่ความบาดหมางแบบไร้สาระในครั้งก่อน ก็เบาลงไปตามเวลา ตอนนี้เราก็เป็นเพื่อน(ห่างๆ)กันครับ ^-^ อิอิ
ตอนมอ.ต้น ยังไม่พ้นภาวะแปรปรวนทางอารมณ์ผมก็ทยอยมีเรื่องกับเพื่อนอีก สองสามคนอยู่เป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่มากมายเหมือนช่วงก่อน เพราะผมเริ่มทำตัวเป็น Busy Man(เพื่อนๆตั้งให้) ไม่ค่อยมีเวลาไปยุ่งกะใคร ตั้งแต่ตอนนั้น เริ่มด้วยการทำกิจกรรมวงโยธวาทิต ในตำแหน่ง ตีกลองใหญ่ และ Percussion(เครื่องดนตรีที่มีเสียงจากการกระทบกัน) แล้วผมก็ค้นพบความสนุกของการทำกิจกรรมครั้งแรกในชีวิต ถึงขั้นกับ หายใจเข้าออกเป็นตัวโน๊ต ที่นั่นผมได้พบอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์คุมวงชื่อ อาจารย์จิราวุธ พลมณี สอนให้ผมได้รู้จักอะไรต่างๆมากมาย ทำให้ผมมีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่นมากขึ้น ได้ทำงานตามสถานที่ต่างๆ พบเจอผู้คนมากมายหลายสาขาซึ่งการเล่นวงโยธวาทิตเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ผมคิดว่าทำให้ เกรดเฉลี่ยผมค่อนข้างตกต่ำ แล้วก็ได้บีบคั้นต่างๆนาๆให้ผมออกจากวง แต่ในความเป็นจริงแล้วที่เกรดผมตกต่ำมันเนื่องมาจากผมโดดเรียนพิเศษไปเล่นเกมครับ โดดค่อนข้างบ่อย ทำให้มันเป็นสกิลติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ที่ทำให้ผมสามารถโดดเรียนได้โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย (เด็กๆไม่ควรเอาอย่างนะ)
ตอนมอ.ปลายผมใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานเฮฮา ในช่วงนี้ชอบโดนเพื่อนล้อว่า บ้านทุ่ม บ่อยๆ เช่น บักบ้านทุ่ม บักบ้านนอก ไกลความเจริญ (แล้วไงฟะ ก็ที่ย้ายออกจากในเมืองก็เพื่ออากาศที่บริสุทธิ์ของบ้านนอกนี่แหละ สะกดคำว่า Oxygen กันเป็นไหม ) ทำตัวไม่ค่อยเหมือนเด็กเตรียมเอนท์สะท้านสักเท่าไหร่แต่ก็นับว่านั่นเป็นช่วงเวลาช่วงหนึ่งที่ผมค่อนข้างมีความสุขกับชีวิต ผม ละ การทเลาะวิวาทอย่างเด็ดขาด แล้วเปลี่ยนแนวคิดการมองโลกเป็นประมาณว่า เอาน่าๆ คนเราแต่ละคนถูกเลี้ยงดูมาไม่เหมือนกันนะ จะเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานในการประเมินคนอื่นนั้นไม่ดีแต่ด้วยวาสนาพาซวยของผมมันดันไม่ได้คิดแบบผมน่ะสิ ตน มอ.4 ผมก็ไปมีเรื่องพี่ๆคราวนี้เป็นกลุ่มใหญ่เลย เนื่องจาก พี่ๆแกล้งสาดน้ำเข้ามาในห้องน้ำ ขณะที่ผมกำลังโดดเรียนไปนั่งเล่นเกมบอยอยู่ (ช่วงนั้นโปเกม่อนกะลังฮิต) ก็เป็นอันว่าความสงบทีผมคาดหวังไว้ ก็หายไป(นิดหน่อย)ประมาณปีกว่าๆ จนรุ่นพี่ท่านเรียนจบเข้ามหาลัยกันแล้ว และแล้วความมันส์ในมอ.6 ก็ได้เริ่มต้นขึ้น การเตรียมตัวเอนส์สะท้าน และเรียนพิเศษที่เยอะที่สุดที่แทบไม่เคยมีมาเรียนจนสามทุ่มสี่ทุ่ม อ่านหนังสือต่อถึงตีหนึ่งตีสอง(ซึ่งตอนนั้นถือว่าดึกมาก) จนในรอบแรกก็ติดโควตาวิศวะทั่วไป ของมอขอนแก่น ด้วยคะแนนที่เกือบได้ทุนเรียนฟรี 4ปี +กินเปล่า รวม5หมื่นต่อปีตอนนั้นก็เสียดายอยู่ แต่ถ้าตอนนั้นผมติด ผมอาจจะเลือกอยู่กินทุนก็ได้ ซึ่งอาจจะทำให้ผมไม่มีวันนี้ก็ได้
และในช่วงนี้ก็ได้เกิดเรื่องขึ้นจนทำให้ผมอ่านหนังสือไม่ได้ไปพักนึง ยังจำอาจารย์จิราวุธ พลมณี ที่ผมพูดถึงไปก่อนได้ไหม คนที่ผมถือว่าเป็นอาจารย์ที่ผมรักและเคารพมากที่สุด แต่ในขณะนี้ อาจารย์ท่านได้จากไปจากโลกใบนี้แล้วด้วยอุบัติเหตุทางรถ ในวันนี้ เมื่อสองปีที่แล้ว( 6 มีนาคม 2548 )นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งซึ่งทำให้ผมเลือกอัพบล็อกในวันนี้) ผม ผู้ซึ่งรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของอาจารย์ ก็รู้สึกเสียใจมากครับ แต่มันเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ห้ามกันไม่ได้ รวมไปถึงผลบุญผลกรรมที่ติดตัวกันมา ตอนนี้ Saxophone ของอาจารย์ยังคงอยู่ในตู้โชว์ที่โรงเรียนครับ
หลังจากนั้น ผมก็จบมอ.6 ด้วยเกรดเฉลี่ย 2.6 จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) เตรียมตัวลุ้นผลเอนท์ใหม่ และในที่สุดผมก็ติด คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น แต่ตอนประกาศผล ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเลย เพราะว่าผมรู้สึกว่ามันง่ายไปสำหรับผมมากๆ คะแนนรอบสองเยอะกว่าเดิม 40 กว่าแต้ม ซึ่งอันที่จริงผมควรจะออกไปแสวงหาความท้าทายใหม่ๆที่เมืองหลวงได้แล้ว แต่ก็เอาเหอะ ตอนนี้อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี ผมชอบที่ๆมีอากาศดีๆ แบบนี้แหละ เอาเป็นว่า ผมจะดิ้นรนให้ตัวเองเก่งที่สุดละกัน ไม่ยอมแพ้มหาลัยดังๆในกรุงเทพหรอก
ในปัจจุบันวันนี้ เป็นช่วงปิดเทอมของปีสองครับ ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ ผมได้เรียนรู้เรื่องราวต่างๆมากมาย ประสบการณ์ในรั้วมหาลัย เป็นอะไรที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน เกือบปรับตัวแทบไม่ทัน เริ่มจากการเข้าเชียร์ตอนปีหนึ่ง ตอนนั้นผมเข้าครบทุกครั้งเลย เพื่อที่จะไปหาคำตอบว่า กุเข้าเชียร์ไปเพื่ออะไร จนกระทั่งปิดเชียร์ ผมก็ยังคงหาคำตอบไม่ได้แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็รู้สึกว่ามีเพื่อนคณะที่ผมไม่รู้จักหลายๆคนเข้ามาทักทายผม แล้วหน้าและชื่อของเพื่อนบางคนก็เข้ามาอยู่ในหัวผมอย่างน่าแปลกประหลาด ก็เลยได้รู้ว่า เข้าเชียร์มันเพื่ออย่างนี้นี่เอง แล้วผมก็ตะบี้ตะบันทำกิจกรรมอย่างเมามัน และแล้วเกรดเทอมแรกก็ออกมา ผมได้ 3.7 ....... เอ๋อแป๊บ ...............ห๊ะ 3.7 ตอนผมอยู่โรงเรียนผม12เทอม 6ปี ได้เกรดเกิน 3.0 แค่ สองเทอมนี่นะ รึว่าที่นี่จะเล็กไปสำหรับผมจริงๆ ผมช็อก แล้วก็เลยประมาท เทอมต่อมาก็ไม่เรียนเลย เล่นไปวันๆ ทำกิจกรรม ทำละคร เยอะแยะ และแล้วผลกรรมก็ตามสนอง เกรดตกฮวบมาอยู่ 2.9 เง้อออไม่ดีเลย มาปีสอง ผมก็ไม่เข็ด ไม่เรียนยังไง ก็ไม่เรียนอย่างงั้น เพราะว่าผมคิดว่าจะปล่อยเกียรตินิยมไป เพื่อแลกกับประสบการแปลกใหม่ในชีวิตดีกว่า เนอะ
ปีการศึกษาหน้า ผมได้ดำรงตำแหน่งประธานชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ของวิศวะ มอขอ ครับ (โบ๋ย) ฟังเหมือนหรูใช่มะ ได้เป็นได้ไงก็ไม่เข้าใจหรอก แต่ไหนๆได้เป็นแล้ว ก็จะทำให้มันดีๆละกัน มีโครงการจัดประกวด อะไรหลายๆอย่าง เดี๋ยวจะนำเสนอในวาระถัดไปนะ
รู้สึกว่าจะพล่ามซะยาวมาก สำหรับการละลึกความหลัง เอาเป็นว่าพอแค่นี้ละกันนะ
บายคับ